คำเตือนทางการแพทย์: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ราคาที่ระบุเป็นข้อมูลโดยประมาณ อาจแตกต่างกันตามคลินิกและช่วงเวลา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับบริการทุกครั้ง
ฉีดฟิลเลอร์ ราคา 2026 เริ่มต้นที่ 3,000–25,000 บาทต่อหลอด การฉีดฟิลเลอร์ (Dermal Filler Injection) คือการใช้สารเติมเต็มชีวภาพฉีดเข้าใต้ผิวหนังเพื่อเพิ่มปริมาตร ลบเลือนริ้วรอย และปรับรูปโฉมใบหน้าแบบไม่ผ่าตัด โดยฟิลเลอร์ที่นิยมมากที่สุดคือชนิดกรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) ที่ร่างกายสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
ฟิลเลอร์คืออะไร?
ฟิลเลอร์ (Dermal Filler) คือสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อเพิ่มปริมาตรและความอิ่มนูน ช่วยลดริ้วรอยและร่องลึก รวมถึงปรับรูปโครงหน้าให้ได้สัดส่วนสวยงามมากขึ้น ฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยคือชนิดกรดไฮยาลูรอนิก (HA) เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง สามารถสลายด้วยเอนไซม์ได้หากไม่พอใจผล และดูดซึมน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ผิว
นอกจากฟิลเลอร์ HA แล้ว ยังมีฟิลเลอร์ชนิดอื่นที่ใช้ในบริบทเฉพาะทาง เช่น Calcium Hydroxylapatite (Radiesse) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และ Poly-L-Lactic Acid (Sculptra) ที่ออกฤทธิ์ค่อยเป็นค่อยไปและผลอยู่ได้นานกว่า 2 ปี
ในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขไทยกำหนดให้การฉีดฟิลเลอร์ต้องกระทำโดยแพทย์ผู้มีใบประกอบวิชาชีพเท่านั้น การฉีดโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ถือว่าผิดกฎหมายและเสี่ยงอันตรายสูง
ราคา ฉีดฟิลเลอร์ ราคา 2026 แยกตามบริเวณ
ราคาฉีดฟิลเลอร์ในประเทศไทย ปี 2026 แตกต่างกันตามบริเวณที่ฉีด ยี่ห้อฟิลเลอร์ ปริมาณ (cc) ที่ใช้ และระดับของคลินิก ตารางด้านล่างรวบรวมราคาโดยประมาณจากคลินิกทั่วกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่
| บริเวณ/ประเภท | ราคาเริ่มต้น | ราคาเฉลี่ย | ราคาพรีเมียม | หน่วย |
|---|---|---|---|---|
| ริมฝีปาก (Lip Filler) | 3,000 บาท | 7,000 บาท | 15,000 บาท | ต่อหลอด |
| โหนกแก้ม (Cheek Filler) | 4,000 บาท | 9,000 บาท | 18,000 บาท | ต่อหลอด |
| จมูก (Nose Filler) | 5,000 บาท | 10,000 บาท | 20,000 บาท | ต่อครั้ง |
| คาง (Chin Filler) | 4,000 บาท | 9,000 บาท | 18,000 บาท | ต่อหลอด |
| ร่องแก้ม (Nasolabial Fold) | 4,000 บาท | 8,000 บาท | 16,000 บาท | 2 ข้าง/ครั้ง |
| ใต้ตา/ร่องน้ำตา (Tear Trough) | 6,000 บาท | 12,000 บาท | 22,000 บาท | 2 ข้าง/ครั้ง |
| ขมับ (Temple Filler) | 5,000 บาท | 10,000 บาท | 20,000 บาท | 2 ข้าง/ครั้ง |
| ฟิลเลอร์คอลลาเจนกระตุ้น (Radiesse/Sculptra) | 8,000 บาท | 15,000 บาท | 25,000 บาท | ต่อหลอด/ขวด |
หมายเหตุ: ราคาข้างต้นเป็นราคาโดยประมาณ ณ ปี 2026 คลินิกบางแห่งคิดราคาตามปริมาณ (cc) ใช้จริง บางแห่งคิดราคาเหมาต่อครั้ง หลอดฟิลเลอร์มาตรฐาน 1 หลอด = 1 ml คลินิกพรีเมียมมักใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้อนำเข้าจาก EU/USA ที่ได้รับการรับรอง FDA
ประเภทของฟิลเลอร์ที่ใช้ในประเทศไทย
ฟิลเลอร์แต่ละชนิดมีคุณสมบัติและบริเวณที่เหมาะสมแตกต่างกัน การเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่ถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ
1. กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid / HA Filler)
ฟิลเลอร์ชนิดนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจาก HA เป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ โอกาสเกิดอาการแพ้ต่ำ สลายได้ด้วยเอนไซม์ และผลงานผิวดูชุ่มชื้นเป็นธรรมชาติ ยี่ห้อที่นิยมได้แก่ Juvederm (Allergan), Restylane (Galderma), Belotero (Merz) และ Teosyal (Teoxane) ผลอยู่ได้ 6–18 เดือน
2. แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (Calcium Hydroxylapatite / CaHA)
รู้จักกันในชื่อ Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่ให้โครงสร้างแข็งแรงและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เหมาะสำหรับบริเวณที่ต้องการโครงสร้างชัดเจน เช่น โหนกแก้มและคาง ผลอยู่ได้ 12–18 เดือน ไม่สามารถสลายด้วยเอนไซม์ได้
3. โพลีแล็กติกแอซิด (Poly-L-Lactic Acid / PLLA)
รู้จักกันในชื่อ Sculptra ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ให้ผลทันทีเหมือน HA แต่ผลอยู่ได้นานกว่า 2 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูปริมาตรทั้งใบหน้าในระยะยาว
4. ฟิลเลอร์ยางสังเคราะห์ (PMMA)
Polymethylmethacrylate เป็นฟิลเลอร์ถาวร ไม่ย่อยสลาย ใช้สำหรับบางบริเวณเฉพาะ แพทย์ต้องมีความชำนาญสูงเนื่องจากหากเกิดภาวะแทรกซ้อนจะแก้ไขได้ยาก ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่า HA
ฉีดฟิลเลอร์ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?
การฉีดฟิลเลอร์เหมาะสำหรับการแก้ไขปัญหาความงามหลายประการ
- ริ้วรอยและร่องลึก: เติมร่องปีกจมูก (Nasolabial Fold) ริ้วรอยรอบปาก และร่องตา (Tear Trough)
- ริมฝีปากบาง: เพิ่มปริมาตรและความอิ่มนูนของริมฝีปากทั้งบนและล่าง
- โหนกแก้มแฟบ: เพิ่มความโดดเด่นของโหนกแก้มให้ใบหน้าดูมีมิติ
- คางไม่ชัดเจน: เสริมคางให้โครงหน้าสมดุลและใบหน้าดูเรียว
- จมูกต้องการปรับรูป: เพิ่มสันจมูก แก้ปลายจมูกตก โดยไม่ต้องผ่าตัด
- ขมับบุ๋ม: เติมปริมาตรขมับเพื่อให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และสมส่วน
- มือแก่: ฉีดฟิลเลอร์หลังมือเพื่อลดริ้วรอยและเส้นเลือดที่มองเห็น
ข้อจำกัด: ฟิลเลอร์ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลถาวร มีปัญหาผิวหนังอักเสบ ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หรือมีประวัติแพ้ส่วนประกอบของฟิลเลอร์ ควรแจ้งประวัติสุขภาพทั้งหมดแก่แพทย์ก่อนทำการรักษา
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์
การฉีดฟิลเลอร์โดยทั่วไปใช้เวลา 30–60 นาที และมีขั้นตอนดังนี้
- ปรึกษาแพทย์และประเมินใบหน้า: แพทย์วิเคราะห์โครงสร้างใบหน้า ผิวหนัง และเป้าหมายที่ต้องการ เลือกชนิดและปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสม
- ทาครีมชาหรือฉีดยาชา: รอ 20–30 นาทีเพื่อลดความรู้สึกเจ็บปวด บางบริเวณอาจใช้ยาชาฉีดแทน
- ทำความสะอาดผิว: แพทย์ทำความสะอาดบริเวณที่จะฉีดด้วยแอลกอฮอล์
- ฉีดฟิลเลอร์: ใช้เข็มหรือแคนนูลฉีดฟิลเลอร์ในจุดที่กำหนด แพทย์อาจฉีดหลายจุดและหลายความลึก
- นวดและปรับรูป: แพทย์นวดเบาๆ เพื่อกระจายฟิลเลอร์ให้สม่ำเสมอและปรับรูปร่างให้เป็นธรรมชาติ
- ตรวจผลและถ่ายภาพ: แพทย์และผู้รับบริการตรวจสอบผลทันทีหลังทำเสร็จ ถ่ายภาพ Before/After เก็บไว้
การฟื้นตัว: ส่วนใหญ่ไม่มีระยะพักฟื้น อาจมีบวม ช้ำ หรือแดงเล็กน้อย 1–3 วัน ริมฝีปากมักบวมมากกว่าบริเวณอื่น ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ห้องซาวน่า แอลกอฮอล์ และการนวดบริเวณที่ฉีดใน 24–48 ชั่วโมงแรก
ผลข้างเคียงและความเสี่ยง
การฉีดฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ค่อนข้างปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม มีผลข้างเคียงที่ควรรู้ดังนี้
ผลข้างเคียงทั่วไป (พบบ่อย หายได้เอง):
- บวม ช้ำ แดง เจ็บบริเวณที่ฉีด (หายใน 3–7 วัน)
- ผิวหนังเป็นก้อนเล็กน้อยในช่วงแรก (มักหายเองหรือแพทย์นวดช่วย)
- รอยแดงหรือรอยเข็มที่มองเห็นชั่วคราว
- ผลลัพธ์ไม่สมมาตรเล็กน้อย (แพทย์ปรับได้)
ผลข้างเคียงรุนแรง (พบได้น้อยแต่อันตราย):
- เส้นเลือดอุดตัน (Vascular Occlusion): เป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่สุด หากฟิลเลอร์เข้าเส้นเลือดหรือกดทับเส้นเลือด อาจทำให้ผิวหนังตาย (Necrosis) หรือในกรณีที่รุนแรงมากอาจทำให้ตาบอดได้ ต้องรักษาฉุกเฉินด้วย Hyaluronidase ทันที
- การติดเชื้อ: หากทำในสภาพแวดล้อมไม่สะอาด หรือผู้รับบริการมีภูมิคุ้มกันต่ำ
- Biofilm: การสะสมของแบคทีเรียรอบฟิลเลอร์ ทำให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรัง
- Tyndall Effect: ผิวหนังมีสีน้ำเงินหรือเทา เมื่อฉีดฟิลเลอร์ตื้นเกินไปในบริเวณผิวบาง เช่น ใต้ตา
สัญญาณอันตราย: หากหลังฉีดฟิลเลอร์มีอาการผิวซีดขาวหรือเปลี่ยนเป็นสีม่วง เจ็บมากผิดปกติ ตามัวหรือมองไม่เห็น ต้องรีบกลับคลินิกทันที อย่ารอดูอาการ เพราะภาวะเส้นเลือดอุดตันต้องได้รับการรักษาภายใน 60–90 นาทีแรก
เลือกคลินิกอย่างไร?
การเลือกคลินิกและแพทย์ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการฉีดฟิลเลอร์ให้ได้ผลดีและปลอดภัย ควรตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ
1. ตรวจสอบคุณสมบัติของแพทย์
- ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ (สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา)
- มีประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์โดยตรง ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้น
- ผ่านการอบรมด้าน Aesthetic Medicine อย่างเป็นทางการ
- มีความรู้ด้านกายวิภาคหลอดเลือดของใบหน้า
2. ตรวจสอบมาตรฐานคลินิก
- คลินิกได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข
- ใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้อที่ได้รับการรับรองจาก อย. ไทย หรือ FDA สหรัฐ/EU
- มียา Hyaluronidase เตรียมพร้อมสำหรับรักษาภาวะฉุกเฉินเสมอ
- เปิดซีลฟิลเลอร์ให้ดูต่อหน้าก่อนฉีดทุกครั้ง
3. ระวังสัญญาณเตือน (Red Flags)
- ราคาถูกกว่าตลาดมากผิดปกติ (เสี่ยงใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน)
- ไม่ยอมบอกยี่ห้อหรือชนิดฟิลเลอร์ที่ใช้
- ไม่มีการปรึกษาก่อนทำ หรือรีบให้ทำทันที
- ทำโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์หรือในสถานที่ไม่ได้มาตรฐาน
- โปรโมชั่นกดดันให้ซื้อแพ็กเกจใหญ่โดยไม่จำเป็น
4. คำถามที่ควรถามก่อนทำ
- แพทย์มีประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์บริเวณนี้มากี่ปี?
- จะใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้ออะไร ปริมาณเท่าไหร่?
- หากเกิดภาวะแทรกซ้อน คลินิกมีแผนรักษาอย่างไร?
- มียา Hyaluronidase พร้อมใช้หรือไม่?
- สามารถดู Portfolio ผลงานก่อนหน้าได้ไหม?
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ฉีดฟิลเลอร์ ราคา 2026 เริ่มต้นที่เท่าไหร่?
ฉีดฟิลเลอร์ ราคา 2026 เริ่มต้นที่ประมาณ 3,000 บาทต่อหลอดสำหรับคลินิกทั่วไป คลินิกระดับกลางอยู่ที่ 6,000–12,000 บาท และคลินิกระดับพรีเมียมอาจสูงถึง 20,000–25,000 บาทต่อหลอด ขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์และบริเวณที่ฉีด
ฉีดฟิลเลอร์ผลอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปผลของฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิกอยู่ได้ 6–18 เดือน ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด ยี่ห้อ และเมแทบอลิซึมของแต่ละคน บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น โหนกแก้ม มักอยู่ได้นานกว่าบริเวณริมฝีปาก
ฉีดฟิลเลอร์อันตรายไหม?
หากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขอนามัย ฟิลเลอร์ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้คือเส้นเลือดอุดตัน ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังตายหรือตาบอดในกรณีรุนแรงมาก จึงต้องเลือกแพทย์ที่มีความรู้ด้านกายวิภาคและมียา Hyaluronidase พร้อมใช้เสมอ
ฟิลเลอร์สลายได้ไหม?
ฟิลเลอร์ชนิดกรดไฮยาลูรอนิก (HA Filler) สลายได้ด้วยเอนไซม์ Hyaluronidase ที่แพทย์ฉีดให้ ผลการสลายจะเห็นภายใน 24–48 ชั่วโมง ส่วนฟิลเลอร์ชนิดอื่นไม่สามารถสลายด้วยเอนไซม์ได้
ฉีดฟิลเลอร์ใช้เวลาฟื้นตัวนานไหม?
โดยทั่วไปไม่มีระยะพักฟื้นที่ยาวนาน อาจมีบวม ช้ำ หรือแดงเล็กน้อยใน 1–3 วัน สามารถกลับใช้ชีวิตปกติได้ทันที แต่ควรหลีกเลี่ยงความร้อน การออกกำลังกายหนัก และการนวดบริเวณที่ฉีดใน 24–48 ชั่วโมงแรก
ฉีดฟิลเลอร์บริเวณไหนได้บ้าง?
ฟิลเลอร์สามารถฉีดได้หลายบริเวณ ได้แก่ ริมฝีปาก โหนกแก้ม คาง จมูก ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ขมับ และยังใช้ได้ที่มือและลำคอเพื่อลดริ้วรอย
ควรเลือกฟิลเลอร์ยี่ห้อไหน?
ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองและนิยมใช้ในไทย ได้แก่ Juvederm, Restylane, Belotero และ Teosyal แต่ละยี่ห้อมีหลายสูตรสำหรับบริเวณต่างๆ แพทย์จะเป็นผู้แนะนำว่าฟิลเลอร์ชนิดไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด
เปรียบเทียบคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใกล้คุณ
ค้นหาและเปรียบเทียบคลินิก Dermal Filler Injection พร้อมรีวิวจริงและราคาล่าสุดจากคลินิกชั้นนำทั่วไทย
เปรียบเทียบคลินิก Dermal Filler Injection →บทความที่เกี่ยวข้อง
บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์การให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ ราคาที่ระบุเป็นข้อมูลโดยประมาณ ณ ปี 2569 (2026) อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของแต่ละคลินิก
วันที่เผยแพร่: มิถุนายน 2569 (2026) | กำหนดทบทวนเนื้อหา: มกราคม 2570 (2027)
