โบท็อกซ์ฉีดกราม ราคา 2026: ลดกรามใหญ่ ได้หน้า V-Shape

อัปเดต: มิถุนายน 2026 | กำหนดทบทวนเนื้อหา: มกราคม 2027 | ตรวจสอบโดยทีมบรรณาธิการการแพทย์ Clinicintrend

คำเตือนทางการแพทย์: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับการรักษาทุกครั้ง ราคาที่แสดงเป็นค่าประมาณตลาดไทยปี 2026

โบท็อกซ์ฉีดกราม ราคา 2026 ในประเทศไทยโดยทั่วไปอยู่ในช่วง 3,000–15,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและจำนวนยูนิตที่ใช้ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสำหรับผู้ที่ต้องการลดขนาดกรามและได้หน้า V-Shape โดยไม่ต้องผ่าตัด ผลลัพธ์เห็นชัดภายใน 4–8 สัปดาห์ และอยู่ได้ 4–6 เดือน ต่อครั้ง


โบท็อกซ์ฉีดกรามคืออะไร

โบท็อกซ์ฉีดกราม (Jaw Botox หรือ Masseter Botox) คือการฉีดสาร Botulinum Toxin Type A เข้าไปยังกล้ามเนื้อ Masseter ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ในการเคี้ยวอาหาร และตั้งอยู่บริเวณกราม การฉีดโบท็อกซ์ทำให้กล้ามเนื้อนี้คลายตัวและค่อยๆ ฝ่อลง ส่งผลให้ขนาดของกรามเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าดูเรียวและ V-Shape มากขึ้น

นอกจากจุดประสงค์ด้านความงามแล้ว การฉีดโบท็อกซ์กรามยังใช้รักษาอาการ Bruxism (การขบหรือกัดฟันขณะนอนหลับ) ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อกรามโตผิดปกติ รวมถึงบรรเทาอาการปวดกรามและ TMJ (Temporomandibular Joint Disorder)

ผู้ที่เหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์กราม:

  • ผู้ที่มีกรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ Masseter ที่พัฒนามากเกินไป
  • ผู้ต้องการหน้าเรียว V-Shape โดยไม่ผ่าตัดกราม
  • ผู้ที่มีปัญหาขบฟันหรือกัดฟันขณะหลับ (Bruxism)
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ชั่วคราวก่อนตัดสินใจผ่าตัด

ราคาโบท็อกซ์ฉีดกราม 2026 — ตารางเปรียบเทียบ

* ราคาเป็นช่วงประมาณการสำหรับตลาดประเทศไทย ปี 2026 ควรนัดปรึกษาแพทย์โดยตรงเพื่อรับใบเสนอราคาที่แม่นยำ

ยี่ห้อ/ประเภทจำนวนยูนิตราคาโดยประมาณระดับ
ยี่ห้อทั่วไป (Generic)25–50 units3,000–6,000 บาทประหยัด
Dysport®50–100 units5,000–10,000 บาทกลาง
Botox® (Allergan)25–50 units8,000–15,000 บาทพรีเมียม
Xeomin® / Nabota®25–50 units6,000–12,000 บาทกลาง-สูง

ปัจจัยที่กำหนดราคาโบท็อกซ์กราม

1

ยี่ห้อของโบท็อกซ์

Botox® (Allergan) และ Dysport® เป็นยี่ห้อที่ได้รับการรับรองจาก FDA มีราคาสูงกว่า แต่มีความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพและความปลอดภัยมากกว่า

2

จำนวนยูนิตที่ฉีด

กรามแต่ละข้างต้องการยูนิตที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดของกล้ามเนื้อ Masseter โดยปกติใช้ 25–50 units ต่อข้าง

3

ประสบการณ์ของแพทย์

แพทย์ที่มีความชำนาญในกายวิภาคกรามสามารถฉีดได้ตรงตำแหน่งและลดความเสี่ยงผลข้างเคียง มักตั้งราคาสูงกว่า

4

ที่ตั้งคลินิก

คลินิกในกรุงเทพฯ ย่าน CBD มีต้นทุนสูงกว่าต่างจังหวัด 20–40%


ผลลัพธ์ที่คาดหวังและระยะเวลาออกฤทธิ์

ช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
สัปดาห์ที่ 1–2โบท็อกซ์เริ่มออกฤทธิ์ กล้ามเนื้อ Masseter เริ่มอ่อนแรงลง อาจรู้สึกเคี้ยวลำบากเล็กน้อย
สัปดาห์ที่ 4–8เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน กรามเริ่มเรียวลง ใบหน้าดู V-Shape มากขึ้น
เดือนที่ 3–4ผลลัพธ์สูงสุด กล้ามเนื้อ Masseter ฝ่อลงมากที่สุด หน้าเรียวชัดเจน
เดือนที่ 4–6ผลลัพธ์เริ่มลดลง กล้ามเนื้อฟื้นตัวกลับมาบางส่วน ควรนัดฉีดครั้งต่อไป
หลังฉีดซ้ำหลายครั้งกล้ามเนื้อเล็กลงถาวรมากขึ้น ผลลัพธ์อยู่นานขึ้นเป็น 6–12 เดือน

สิ่งที่ควรทำและหลีกเลี่ยงหลังฉีด

ควรทำ

  • นั่งตรงอย่างน้อย 4 ชั่วโมงหลังฉีด
  • หลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่ฉีด 24 ชั่วโมง
  • ติดตามผลกับแพทย์ตามนัด

ควรหลีกเลี่ยง

  • อาหารแข็งหรือเหนียวใน 1–2 สัปดาห์แรก
  • ออกกำลังกายหนัก 24 ชั่วโมงหลังฉีด
  • แอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงก่อน-หลังฉีด

จำนวนครั้งที่ต้องฉีดและแผนการรักษาระยะยาว

การฉีดโบท็อกซ์กรามเป็นการรักษาต่อเนื่อง ไม่ใช่การแก้ไขถาวรในทันที ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมักเกิดขึ้นหลังจากการฉีดหลายครั้งตามแผนที่แพทย์กำหนด

ครั้งที่ 1–2

กล้ามเนื้อ Masseter เริ่มคลายตัว ผลลัพธ์เห็นได้ชัดในสัปดาห์ที่ 4–8 แนะนำฉีดซ้ำหลังจาก 4–6 เดือนเพื่อต่อยอดผล

ครั้งที่ 3–4

กล้ามเนื้อฝ่อลงมากขึ้นสะสม ผลลัพธ์เห็นชัดกว่าเดิม ระยะห่างระหว่างการฉีดเริ่มยาวขึ้นเป็น 6 เดือน

ระยะรักษา (ครั้งที่ 5+)

หลายรายสามารถลดความถี่เป็นปีละ 1–2 ครั้งเพื่อรักษาผลลัพธ์ บางรายพบว่ากล้ามเนื้อฝ่อลงถาวรมากพอจนไม่ต้องฉีดบ่อย


ข้อดีและข้อควรระวัง

ข้อดี

  • ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล ไม่มีการพักฟื้นนาน
  • ใช้เวลาเพียง 15–30 นาที กลับบ้านได้ทันที
  • ผลลัพธ์ย้อนกลับได้ หากไม่พอใจรอให้หมดฤทธิ์
  • ช่วยบรรเทาอาการขบฟันและปวดกราม
  • ราคาเข้าถึงได้กว่าการผ่าตัดกราม

ข้อควรระวัง

  • ผลลัพธ์ไม่ถาวร ต้องฉีดซ้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • หากกรามใหญ่จากกระดูก ไม่ใช่กล้ามเนื้อ โบท็อกซ์จะไม่ได้ผล
  • ต้องประเมินก่อนว่ากรามใหญ่มาจากสาเหตุใด
  • ผู้ตั้งครรภ์ให้นมบุตร หรือมีโรคระบบประสาทบางชนิดไม่ควรใช้

วิธีเลือกคลินิกฉีดโบท็อกซ์กรามที่ดี

1. ตรวจสอบคุณวุฒิแพทย์

แพทย์ควรมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมและผ่านการอบรมด้านการฉีดโบท็อกซ์จากสถาบันที่น่าเชื่อถือ ถามโดยตรงว่าแพทย์มีประสบการณ์ฉีดกรามมากี่รายและปีละเท่าไหร่

2. ยืนยันยี่ห้อและแหล่งที่มาของยา

ขอให้คลินิกแสดงบรรจุภัณฑ์ยาโบท็อกซ์ก่อนฉีด ยี่ห้อของแท้จะมี Hologram และข้อมูลผู้ผลิตชัดเจน หลีกเลี่ยงคลินิกที่ไม่ยืนยันแหล่งที่มาของยา

3. การประเมินก่อนฉีด

คลินิกที่ดีจะตรวจประเมินโครงสร้างกรามก่อน เพื่อยืนยันว่ากรามใหญ่มาจากกล้ามเนื้อ ไม่ใช่กระดูก และวางแผนจำนวนยูนิตที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

4. ความโปร่งใสด้านราคา

ขอใบเสนอราคาที่ระบุยี่ห้อยา จำนวนยูนิต และว่ารวมค่าติดตามผลหรือไม่ คลินิกที่ดีจะไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง


คำถามที่พบบ่อย (FAQ): โบท็อกซ์ฉีดกราม ราคา 2026

โบท็อกซ์ฉีดกราม ราคาเท่าไหร่ในปี 2026?

ราคาโดยทั่วไปอยู่ในช่วง 3,000–15,000 บาทต่อครั้ง คลินิกทั่วไปอยู่ที่ 3,000–8,000 บาท คลินิกพรีเมียมที่ใช้ยี่ห้อ Botox® แท้อยู่ที่ 8,000–15,000 บาท ควรนัดปรึกษาแพทย์เพื่อรับใบเสนอราคาที่แม่นยำ

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?

ฉีดครั้งแรกผลอยู่ได้ 4–6 เดือน หลังฉีดซ้ำหลายรอบกล้ามเนื้อจะฝ่อลงมากขึ้น ทำให้ผลยาวนานขึ้นเป็น 6–12 เดือน

ฉีดกรามแล้วเคี้ยวอาหารได้ปกติไหม?

อาจรู้สึกเคี้ยวลำบากเล็กน้อยใน 1–2 สัปดาห์แรก แต่จะกลับมาปกติเองโดยไม่ต้องรักษาเพิ่ม ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็งมากในช่วงนั้น

ใครเหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์กราม?

ผู้ที่มีกรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ Masseter ที่ใหญ่ผิดปกติ ผู้ที่ต้องการหน้าเรียว V-Shape โดยไม่ผ่าตัด และผู้ที่มีอาการขบฟัน (Bruxism) ที่ทำให้กล้ามเนื้อกรามโต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อน

โบท็อกซ์กรามต่างจากโบท็อกซ์ริ้วรอยอย่างไร?

สารโบท็อกซ์ชนิดเดียวกัน แต่จุดฉีดและจำนวนยูนิตต่างกัน โบท็อกซ์กรามฉีดลึกเข้ากล้ามเนื้อ Masseter เพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อ ส่วนโบท็อกซ์ริ้วรอยฉีดตื้นกว่าเพื่อคลายกล้ามเนื้อบนใบหน้า


ค้นหาคลินิกฉีดโบท็อกซ์กรามใกล้คุณ

เปรียบเทียบคลินิกฉีดโบท็อกซ์ชั้นนำทั่วประเทศ พร้อมข้อมูลราคาและรีวิวจากผู้ใช้จริง

ค้นหาคลินิกโบท็อกซ์กราม →

บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์การให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ ราคาที่ระบุเป็นข้อมูลโดยประมาณ ณ ปี 2026 ขึ้นอยู่กับคลินิก แพทย์ และโปรแกรมที่เลือก

วันที่เผยแพร่: มิถุนายน 2569 (2026) | อัปเดต: มิถุนายน 2569 (2026) | กำหนดทบทวนเนื้อหา: มกราคม 2570 (2027)