ราคาไฮฟู่ในประเทศไทยปี 2026 เริ่มต้นที่ประมาณ 5,000–10,000 บาทสำหรับการรักษาเฉพาะจุด และอาจสูงถึง 35,000–55,000 บาทสำหรับโปรแกรมครบชุดด้วยเครื่อง Ultherapy ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนช็อต เทคโนโลยีที่ใช้ ตำแหน่งที่รักษา และความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ดูแล การเลือกคลินิกที่มีแพทย์ผ่านการอบรมและเครื่องได้มาตรฐานเป็นปัจจัยสำคัญกว่าราคา
ไฮฟู่คืออะไร? หลักการทำงานของ HIFU และชั้น SMAS
HIFU ย่อมาจาก High-Intensity Focused Ultrasound หรือคลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มสูงแบบโฟกัส เทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาจากวงการรักษาโรคมะเร็งก่อนนำมาประยุกต์ใช้ในด้านความงาม โดยหลักการทำงานคือการส่งพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ลงไปยังชั้นผิวในระดับลึก 1.5, 3.0 และ 4.5 มิลลิเมตร โดยไม่ทำลายชั้นผิวด้านบน
สิ่งที่ทำให้ไฮฟู่แตกต่างจากเลเซอร์หรือ RF (Radiofrequency) คือความสามารถโฟกัสพลังงานลงถึงชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ตึงในการผ่าตัดยกหน้า เมื่อพลังงานโฟกัสในชั้นนี้ จะเกิดความร้อนประมาณ 65–70 องศาเซลเซียส กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ
ระยะเวลาที่เห็นผล
- ผลเบื้องต้น: 2–4 สัปดาห์หลังการรักษา
- ผลลัพธ์เต็มที่: 3–6 เดือน เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนต้องใช้เวลา
- ความคงทนของผล: 1–2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง
- ความถี่ในการรักษาซ้ำ: ทุก 12–18 เดือนเพื่อรักษาผลลัพธ์
ไฮฟู่ ราคา 2026 — ตารางเปรียบเทียบราคาแยกตามประเภท
ราคาไฮฟู่ในประเทศไทยมีความหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ดังนี้
ราคาแยกตามโปรแกรมและจำนวนช็อต
| โปรแกรมการรักษา | จำนวนช็อต | ราคา (บาท) |
|---|---|---|
| ไฮฟู่ใต้คาง / เก้าอี้บิน (Double Chin) | 300–500 ช็อต | 5,000–12,000 |
| ไฮฟู่หน้าทั้งใบ (Full Face) | 600–800 ช็อต | 12,000–25,000 |
| ไฮฟู่หน้า + คอ | 1,000–1,500 ช็อต | 20,000–40,000 |
| ไฮฟู่ครบชุดพรีเมียม (หน้า + คอ + หน้าผาก) | 1,500+ ช็อต | 35,000–55,000 |
ราคาแยกตามเทคโนโลยีเครื่อง
Ultherapy (อัลเธอราพี)
เป็นแบรนด์ไฮฟู่ที่ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA สำหรับการยกกระชับผิวหน้าและคอ มีระบบ Deepseeing® ช่วยให้แพทย์มองเห็นชั้นผิวที่กำลังรักษาแบบ real-time ราคาในประเทศไทยอยู่ที่ 25,000–55,000 บาท ต่อโปรแกรมหน้าเต็มใบ
Doublo / Ultraformer III / SMAS HIFU ทั่วไป
เครื่องรุ่นนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในคลินิกทั่วไทย มีประสิทธิภาพดีและราคาเข้าถึงได้มากกว่า อยู่ที่ 8,000–25,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตและคลินิก
7D HIFU / Micro-Focused Ultrasound (MFU)
เทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่มีจุดโฟกัสเล็กกว่าเดิม ทำให้ความเจ็บปวดน้อยลงและผลลัพธ์แม่นยำขึ้น ราคาอยู่ที่ 15,000–35,000 บาท
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาไฮฟู่
- แบรนด์และรุ่นของเครื่องที่ใช้
- ที่ตั้งของคลินิก (กรุงเทพฯ มักมีราคาสูงกว่าต่างจังหวัด)
- ประสบการณ์และวุฒิการศึกษาของแพทย์
- จำนวนช็อตและตำแหน่งที่รักษา
- บริการเสริมหลังการรักษา เช่น มาสก์ฟื้นฟู เซรั่มบำรุง
เปรียบเทียบไฮฟู่ โบท็อกซ์ และฟิลเลอร์ — เลือกวิธีไหนดีกว่า?
หลายคนสับสนระหว่างไฮฟู่ โบท็อกซ์ และ ฟิลเลอร์ ซึ่งแต่ละวิธีมีกลไกและจุดประสงค์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ไฮฟู่ vs โบท็อกซ์
โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) ทำงานโดยการฉีดสารยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อชั่วคราว เหมาะสำหรับลดรอยย่นที่เกิดจากการเคลื่อนไหว เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยกา หรือรอยย่นมุมปาก ผลอยู่ได้ 3–6 เดือน
ไฮฟู่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระดับลึก เหมาะสำหรับผิวหย่อนคล้อยและการยกกระชับโครงหน้า ผลอยู่ได้ 1–2 ปี ทั้งสองวิธีสามารถใช้ร่วมกันได้เพื่อผลลัพธ์ที่ครอบคลุมกว่า
| เกณฑ์ | ไฮฟู่ | โบท็อกซ์ |
|---|---|---|
| กลไก | กระตุ้นคอลลาเจน ยกกระชับ | ยับยั้งการหดตัวกล้ามเนื้อ |
| เหมาะกับ | ผิวหย่อนคล้อย โครงหน้า | รอยย่นจากการเคลื่อนไหว |
| ผลลัพธ์คงอยู่ | 1–2 ปี | 3–6 เดือน |
| ราคาเฉลี่ย | 15,000–35,000 บาท | 3,000–12,000 บาท |
| Downtime | น้อยมาก (แดงบวมชั่วคราว) | ไม่มี |
ไฮฟู่ vs ฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ คือการฉีดสาร Hyaluronic Acid (HA) หรือวัสดุอื่นๆ เพื่อเติมเต็มบริเวณที่ยุบหรือต้องการปริมาณ เช่น โหนกแก้ม ร่องแก้ม หรือริมฝีปาก ฟิลเลอร์ไม่ได้ยกกระชับผิว แต่เพิ่มโครงสร้างให้ใบหน้า ผลอยู่ได้ 6–18 เดือน
ในทางปฏิบัติ แพทย์ด้านความงามมักแนะนำให้ใช้ไฮฟู่ร่วมกับฟิลเลอร์ เพื่อให้ได้ทั้งความกระชับและปริมาณที่เหมาะสม โดยเริ่มจากไฮฟู่ก่อนเพื่อยกโครงหน้า แล้วค่อยเติมฟิลเลอร์ในจุดที่ต้องการ
ราคาไฮฟู่ไทย vs เกาหลี — รักษาที่ไหนคุ้มค่ากว่า?
ประเทศไทยและเกาหลีใต้เป็นสองจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ด้านความงาม การเปรียบเทียบราคาต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายรวม ไม่ใช่เพียงราคาค่ารักษา
ราคาไฮฟู่ในเกาหลีใต้ (Gangnam, Seoul)
ในย่าน Gangnam กรุงโซล ราคาไฮฟู่อยู่ที่ประมาณ 200,000–1,500,000 วอน (ประมาณ 5,200–39,000 บาท ณ อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน)
| รายการค่าใช้จ่าย | ประเทศไทย | เกาหลีใต้ |
|---|---|---|
| ราคาไฮฟู่หน้าทั้งใบ | 12,000–35,000 บาท | 13,000–39,000 บาท |
| ที่พัก (3 คืน) | 1,500–9,000 บาท | 6,000–18,000 บาท |
| ตั๋วเครื่องบิน (ไป-กลับ) | — | 8,000–20,000 บาท |
| ค่าอาหารและเดินทาง | ต่ำ | ปานกลาง–สูง |
| ภาษาสื่อสาร | ไทย / อังกฤษ | เกาหลี (อาจมีล่าม) |
สรุป: สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การรักษาในไทยมักคุ้มค่ากว่าเมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายรวม อย่างไรก็ตาม หากมีแผนท่องเที่ยวเกาหลีอยู่แล้ว การรักษาที่คลินิกชั้นนำใน Gangnam ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
วิธีเลือกคลินิกไฮฟู่ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน
การเลือกคลินิกที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการรับผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย อย่าตัดสินใจจากราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว
- ใบรับรองและการอนุญาต: คลินิกต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจากกระทรวงสาธารณสุข แพทย์ผู้ทำการรักษาต้องมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ยังไม่หมดอายุ ควรเป็นแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งที่ผ่านการอบรมด้านความงาม
- เครื่องมือที่ใช้: ตรวจสอบว่าเครื่องไฮฟู่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ หรือ CE ยุโรป คลินิกที่น่าเชื่อถือจะแสดงใบรับรองเครื่องมือหรือบอกยี่ห้อ/รุ่นเครื่องได้ชัดเจน ระวังคลินิกที่ใช้เครื่องที่ไม่ทราบยี่ห้อ หรือเสนอราคาต่ำผิดปกติ
- กระบวนการให้คำปรึกษาก่อนรักษา: คลินิกที่มีมาตรฐานจะประเมินสภาพผิวและประวัติสุขภาพ แพทย์ควรอธิบายขั้นตอน ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ข้อห้าม และความเสี่ยงอย่างครบถ้วน ไม่ควรกดดันให้ตัดสินใจรักษาทันที
- ความโปร่งใสด้านราคา: คลินิกที่ดีจะระบุราคาชัดเจน รวมจำนวนช็อต เทคโนโลยีที่ใช้ และบริการหลังการรักษา ระวังการโฆษณาราคาต่ำแล้วมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมซ่อนอยู่
- รีวิวและหลักฐานผลงาน: ค้นหารีวิวจากผู้รับบริการจริงใน Google, Pantip, หรือ Facebook ขอดูรูปก่อน-หลังการรักษาของผู้ป่วยจริง (ไม่ใช่รูปสต็อก) ตรวจสอบว่าคลินิกมีการติดตามผลการรักษาหลังจบโปรแกรม
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงของการทำไฮฟู่
แม้ว่าไฮฟู่จะเป็นการรักษาที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่มีข้อควรระวังที่ผู้สนใจควรทราบ
ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นชั่วคราวและหายเองได้ภายในไม่กี่วัน:
- บวมแดงเล็กน้อย บริเวณที่รักษา โดยปกติหายภายใน 24–48 ชั่วโมง
- รู้สึกเจ็บหรือร้อน ระหว่างและหลังการรักษา โดยเฉพาะบริเวณใกล้กระดูก
- อาการชาหรือรู้สึกเสียวซ่า ชั่วคราว ซึ่งมักหายภายใน 2–4 สัปดาห์
- รอยฟกช้ำเล็กน้อย พบได้ในบางกรณี
ผู้ที่ไม่ควรทำไฮฟู่
- ผู้ที่มีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)
- ผู้ที่มีฟิลเลอร์หรือวัสดุฝังในบริเวณที่จะรักษา (ต้องประเมินโดยแพทย์)
- ผู้ที่มีแผลเปิด การอักเสบ หรือการติดเชื้อในบริเวณที่รักษา
- สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง เช่น Lupus Erythematosus
- ผู้ที่มีประวัติแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) หรือ Hypertrophic Scar
เมื่อไรควรติดต่อแพทย์ทันที: หากพบอาการบวมหรือแดงรุนแรงขึ้นหลังผ่านไป 48 ชั่วโมง อาการชาที่ยังคงอยู่เกิน 4 สัปดาห์ หรือการเปลี่ยนแปลงผิดปกติของผิวหนัง ให้ติดต่อคลินิกหรือแพทย์โดยเร็ว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไฮฟู่ (FAQ)
ไฮฟู่เจ็บไหม?
ระดับความเจ็บปวดแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลและบริเวณที่รักษา โดยทั่วไปผู้รับบริการรายงานว่ารู้สึกร้อนหรือแสบเล็กน้อย บริเวณใกล้กระดูกอาจเจ็บมากกว่า คลินิกส่วนใหญ่ทายาชาก่อนการรักษาเพื่อลดความไม่สบาย บางเทคโนโลยีรุ่นใหม่ เช่น 7D HIFU ออกแบบมาให้ความเจ็บปวดน้อยลง
ไฮฟู่ต้องทำกี่ครั้ง?
สำหรับการรักษาครั้งแรก โดยทั่วไปแนะนำให้ทำ 1 ครั้ง แล้วรอดูผลลัพธ์ภายใน 3–6 เดือน หลังจากนั้นสามารถทำซ้ำทุก 12–18 เดือนเพื่อรักษาและต่อยอดผลลัพธ์
ไฮฟู่ ราคา เริ่มต้นที่เท่าไร?
ราคาไฮฟู่ในประเทศไทยเริ่มต้นประมาณ 5,000–8,000 บาทสำหรับการรักษาเฉพาะจุด เช่น ใต้คาง และสูงถึง 40,000–55,000 บาทสำหรับโปรแกรมครบชุดด้วยเครื่อง Ultherapy ราคาเฉลี่ยสำหรับการรักษาหน้าทั้งใบอยู่ที่ 15,000–25,000 บาท
ไฮฟู่กับการผ่าตัดยกหน้าต่างกันอย่างไร?
ไฮฟู่เป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Non-invasive) ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจากภายใน ผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏชัดใน 3–6 เดือนและอยู่ได้ 1–2 ปี ในขณะที่การผ่าตัดยกหน้าให้ผลลัพธ์ที่เห็นชัดและคงทนกว่า 5–10 ปี แต่มีความเสี่ยง ค่าใช้จ่าย และเวลาพักฟื้นสูงกว่ามาก ไฮฟู่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เป็นธรรมชาติและยังไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัด
ไฮฟู่ปลอดภัยไหม?
เมื่อทำโดยแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมและใช้เครื่องที่ได้รับการรับรองจาก FDA หรือ CE ไฮฟู่เป็นการรักษาที่มีโปรไฟล์ความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นชั่วคราวและเล็กน้อย การเลือกคลินิกที่มีมาตรฐานและแพทย์ที่มีประสบการณ์คือกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง
ไฮฟู่เหมาะกับอายุเท่าไร?
ไฮฟู่เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25–65 ปีที่มีผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง ผู้ที่อายุระหว่าง 35–55 ปีมักได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เนื่องจากผิวยังมีความสามารถสร้างคอลลาเจนได้ดี ผู้สูงอายุที่ผิวหย่อนคล้อยมากอาจต้องปรึกษาแพทย์ว่าควรใช้ไฮฟู่หรือวิธีอื่นที่เหมาะสมกว่า
ค้นหาคลินิกไฮฟู่ที่ผ่านการรับรอง
เปรียบเทียบราคา HIFU เทคโนโลยีต่างๆ และอ่านรีวิวจริง
ค้นหาคลินิกไฮฟู่บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์การให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงก่อนตัดสินใจเข้ารับหัตถการทุกกรณี
วันที่เผยแพร่: มิถุนายน 2569 (2026) | กำหนดทบทวนเนื้อหา: ธันวาคม 2569 (2026)