คำเตือนทางการแพทย์: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนรับบริการทุกครั้ง
ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา 2569 — คู่มือเปรียบเทียบราคา ความเสี่ยง และการเลือกคลินิกที่ดีที่สุด
ในปี 2569 ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา โดยเฉลี่ยในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 8,000–25,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับแบรนด์ฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ ปริมาณสารที่ฉีด และความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำหัตถการ การทำความเข้าใจโครงสร้างราคาอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจจะช่วยให้ท่านได้รับผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและคุ้มค่าสูงสุด
ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร?
ฟิลเลอร์ใต้ตา (Under-Eye Filler หรือ Tear Trough Filler) คือหัตถการทางการแพทย์ความงามที่ใช้การฉีดสารเติมเต็มบริเวณร่องใต้ตาหรือที่เรียกว่า "ร่องน้ำตา" (Tear Trough) เพื่อแก้ปัญหาตาโหล ผิวหนังหย่อนคล้อย หรือเงาดำที่เกิดจากร่องลึกใต้ดวงตา
สารที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบันคือ กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายผลิตได้เองตามธรรมชาติ ทำให้มีความปลอดภัยสูงและสามารถละลายได้หากเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น โดยแพทย์จะใช้ยาเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) ในการสลายฟิลเลอร์ออก
ทำไมบริเวณใต้ตาจึงเป็นโซนที่มีความเสี่ยงสูง?
บริเวณใต้ดวงตาเป็นหนึ่งในโซนที่ละเอียดอ่อนที่สุดของใบหน้า เนื่องจากมีเส้นเลือดและหลอดเลือดแดงสำคัญอยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงที่เชื่อมต่อกับดวงตาโดยตรง การฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณนี้จึงต้องกระทำโดยแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าโดยเฉพาะ
หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลผิวรอบดวงตาอย่างครบวงจร สามารถอ่านได้ที่ การดูแลผิวรอบดวงตาด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่
ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา 2569 — ตารางเปรียบเทียบตามแบรนด์และปริมาณ
ตารางที่ 1: ราคาตามแบรนด์ฟิลเลอร์ (ต่อ 1 ซีซี)
| แบรนด์ฟิลเลอร์ | ประเทศผู้ผลิต | ราคาโดยประมาณ (บาท/ซีซี) |
|---|---|---|
| Juvederm Ultra / Volbella | สหรัฐอเมริกา (Allergan) | 12,000–20,000 |
| Restylane Eyelight / Refyne | สวีเดน (Galderma) | 12,000–18,000 |
| Teosyal Redensity II | สวิตเซอร์แลนด์ (Teoxane) | 13,000–22,000 |
| Belotero Balance | เยอรมนี (Merz) | 10,000–16,000 |
| Princess Filler (Rich) | ออสเตรีย | 8,000–14,000 |
| Cleviel / Neuramis (Korean HA) | เกาหลีใต้ | 6,000–12,000 |
ตารางที่ 2: ราคาโดยรวมต่อครั้ง
| ปริมาณที่ใช้ต่อครั้ง | ประมาณการราคารวม (บาท) | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|
| 0.5 ซีซี (ข้างเดียว) | 5,000–12,000 | ร่องน้ำตาตื้น เติมเล็กน้อย |
| 1 ซีซี (สองข้าง) | 8,000–20,000 | ร่องน้ำตาระดับปานกลาง (พบบ่อยที่สุด) |
| 1.5–2 ซีซี (สองข้าง) | 12,000–28,000 | ร่องน้ำตาลึกมาก |
ตารางที่ 3: เปรียบเทียบราคาตามระดับคลินิก
| ระดับคลินิก | ช่วงราคาโดยรวม (บาท) |
|---|---|
| คลินิกเล็ก / คลินิกทั่วไป | 6,000–12,000 |
| คลินิกความงามเฉพาะทาง | 10,000–20,000 |
| โรงพยาบาลเอกชน / คลินิกพรีเมียม | 15,000–30,000 |
ฟิลเลอร์ใต้ตา กับ การผ่าตัด ต่างกันอย่างไร?
| ฟิลเลอร์ใต้ตา | การผ่าตัด Blepharoplasty | |
|---|---|---|
| วิธีการ | ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล | ผ่าตัดภายใต้ยาสลบ |
| เวลา | 15–30 นาที | 1–3 ชั่วโมง |
| พักฟื้น | แทบไม่มี | 2–4 สัปดาห์ |
| ผลลัพธ์ | ชั่วคราว (9–18 เดือน) | ถาวรหรือระยะยาว |
| ราคา | 8,000–25,000 บาท | 30,000–100,000 บาทขึ้นไป |
| สามารถย้อนกลับได้ | ได้ (ด้วย Hyaluronidase) | ไม่ได้ |
บทสรุปการเลือก: สำหรับผู้ที่มีร่องน้ำตาตื้นถึงปานกลาง ผิวยังคงยืดหยุ่นดี และต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วโดยไม่อยากผ่าตัด ฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมากหรือถุงไขมันขนาดใหญ่ การปรึกษาศัลยแพทย์อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในระยะยาว
หากท่านอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถดูรายชื่อคลินิกแนะนำได้ที่ คลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
1. การปรึกษาและประเมินก่อนทำหัตถการ
แพทย์จะซักประวัติสุขภาพ ตรวจดูลักษณะร่องน้ำตา ความหนาของผิวหนัง และโครงสร้างใบหน้าโดยรวม ในขั้นตอนนี้ท่านควรแจ้งประวัติการแพ้ยา ยาที่รับประทานอยู่ และหัตถการความงามที่เคยทำมาก่อน
2. การเตรียมผิว
แพทย์จะทำความสะอาดบริเวณใต้ตาอย่างละเอียด จากนั้นทาครีมชาเฉพาะที่ทิ้งไว้ประมาณ 20–30 นาที
3. การฉีดฟิลเลอร์ (Injection)
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการฉีดสารฟิลเลอร์ด้วยความระมัดระวังสูง โดยมีสองเทคนิคหลัก:
- เทคนิค Sharp Needle: ใช้เข็มขนาดเล็ก ฉีดเข้าชั้น Periosteum
- เทคนิค Cannula (แนะนำมากกว่า): ใช้เข็มปลายทู่ซึ่งลดโอกาสการทะลุเส้นเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ
4. การนวดและปรับรูปร่าง
หลังฉีด แพทย์จะนวดเบา ๆ เพื่อกระจายสารฟิลเลอร์ให้สม่ำเสมอและเป็นธรรมชาติ
5. การดูแลหลังทำหัตถการ
- หลีกเลี่ยงการกดหรือนวดบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมง
- ห้ามสัมผัสความร้อนสูง เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือออกกำลังกายหนักเป็นเวลา 24–48 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ในวันแรก
- นัดติดตามผลหลัง 2 สัปดาห์
ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยและมักหายเองได้:
- รอยฟกช้ำ (Bruising) — เกิดได้บ่อยในบริเวณนี้ มักหายได้เองภายใน 1–2 สัปดาห์
- อาการบวม (Swelling) — เป็นเรื่องปกติ มักหายภายใน 24–72 ชั่วโมง
ผลข้างเคียงที่ต้องได้รับการรักษา:
- Tyndall Effect — ฟิลเลอร์ถูกฉีดตื้นเกินไป ทำให้ผิวมองเห็นเป็นสีน้ำเงิน แก้ไขด้วยการฉีด Hyaluronidase
- ก้อนฟิลเลอร์ (Lumps and Nodules) — แก้ไขได้ด้วยการนวดหรือฉีดเอนไซม์
ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่ต้องรับการรักษาฉุกเฉิน:
- การอุดตันของหลอดเลือด (Vascular Occlusion) — แม้จะพบน้อยมาก แต่หาก Filler เข้าไปอุดตันหลอดเลือด ทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือด อาการเริ่มต้นคือผิวซีด ปวดอย่างรุนแรง ต้องรับการรักษาฉุกเฉินทันที
- ความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น (Risk of Blindness) — บริเวณใต้ตามีหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับจอประสาทตาโดยตรง หากฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันหลอดเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงจอตา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้ ผู้รับบริการต้องเลือกแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญและมีทักษะการจัดการภาวะฉุกเฉินเท่านั้น
- เนื้อตาย (Necrosis) — เกิดจากการขาดเลือดที่เนื้อเยื่อเป็นเวลานาน อาจเกิดรอยแผลเป็นถาวร
คำแนะนำสำคัญเพื่อความปลอดภัย:
- เลือกแพทย์ที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาโดยเฉพาะ
- ตรวจสอบว่าคลินิกมียา Hyaluronidase พร้อมใช้งานตลอดเวลา
- อย่าตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกหัตถการความงามที่ปลอดภัย สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ Clinicintrend
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิลเลอร์ใต้ตา
ฟิลเลอร์ใต้ตาเจ็บมากไหม?
ส่วนใหญ่แพทย์จะทาครีมชาเฉพาะที่ก่อนฉีด ทำให้ความเจ็บปวดอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง ผู้รับบริการส่วนมากรู้สึกเพียงแรงกดเบา ๆ ระดับความเจ็บปวดขึ้นอยู่กับความไวต่อความเจ็บปวดของแต่ละบุคคล และเทคนิคที่แพทย์เลือกใช้
ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปฟิลเลอร์ใต้ตาที่ใช้กรดไฮยาลูรอนิกอยู่ได้ประมาณ 9–18 เดือน บริเวณใต้ตามักมีการเคลื่อนไหวน้อย ทำให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นานกว่าบริเวณอื่น แต่ขึ้นอยู่กับอัตราเมแทบอลิซึมและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลด้วย
ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา?
ควรงดยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน ยาละลายลิ่มเลือด และอาหารเสริมบางชนิด เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา อย่างน้อย 7–10 วันก่อนทำหัตถการเพื่อลดความเสี่ยงรอยฟกช้ำ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ก่อน 24–48 ชั่วโมง และแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาและอาหารเสริมทั้งหมดที่รับประทานอยู่
ฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะกับทุกคนไหม?
ไม่เหมาะสำหรับทุกคน ผู้ที่มีผิวบางมาก ถุงไขมันใต้ตาขนาดใหญ่จากไขมันที่ยื่นออกมา มีประวัติแพ้สารฟิลเลอร์ อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หรือมีโรคที่กระทบภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนเข้ารับหัตถการ
หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้ว สามารถออกไปทำงานได้เลยไหม?
ผู้รับบริการส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบปกติหลังฉีด แต่อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก บางรายอาจมีรอยฟกช้ำที่ต้องใช้เครื่องสำอางปกปิดในช่วง 1–2 สัปดาห์
ฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถละลายออกได้ไหมถ้าไม่พอใจผลลัพธ์?
ได้ หากใช้ฟิลเลอร์ชนิดกรดไฮยาลูรอนิก (HA) แพทย์สามารถฉีดเอนไซม์ Hyaluronidase เพื่อสลายฟิลเลอร์ออกได้ภายใน 24–72 ชั่วโมง นี่คือเหตุผลที่ทำให้ HA Filler ได้รับความนิยมมากกว่าฟิลเลอร์ชนิดถาวรซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้หากเกิดปัญหา
ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์การให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ ราคาที่ระบุเป็นข้อมูลโดยประมาณ ณ ปี 2569
วันที่เผยแพร่: กรกฎาคม 2569 (2026) | กำหนดทบทวนเนื้อหา: มกราคม 2570 (2027)