สกินบูสเตอร์ ราคา 2026: เปรียบเทียบยี่ห้อและผลลัพธ์จริง

อัปเดต: มิถุนายน 2026 | ตรวจสอบโดยทีมบรรณาธิการการแพทย์ Clinicintrend

คำเตือนทางการแพทย์: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับการรักษาทุกครั้ง ราคาที่แสดงเป็นค่าประมาณตลาดไทยปี 2026 ควรสอบถามจากคลินิกโดยตรงเพื่อรับราคาที่แน่นอน

สกินบูสเตอร์ ราคา 2026 อยู่ที่ 3,500–15,000 บาทต่อซีซี ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและประเภทของสารที่ใช้ Juvederm Volite มีราคาเฉลี่ย 8,000–12,000 บาท/ซีซี Restylane Skinbooster 6,000–10,000 บาท/ซีซี และ Exosome Skin Booster 4,500–8,000 บาท/ซีซี โดยทั่วไปแพทย์แนะนำให้ฉีด 2–3 ครั้ง ในช่วงเริ่มต้นก่อนจะเข้าสู่การบำรุงรักษาทุก 4–9 เดือน


สกินบูสเตอร์คืออะไร? ทำไมถึงได้รับความนิยมในปี 2026

สกินบูสเตอร์ (Skin Booster) คือการฉีดสารบำรุงผิวเข้าไปในชั้นกลางของผิวหนัง (dermis) โดยตรง สารหลักที่ใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่คือ กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการดูดซับน้ำได้มากกว่าน้ำหนักตัวเองถึงหลายร้อยเท่า เมื่อฉีดเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง จะช่วยให้ผิวดูอิ่มฟู เนียนนุ่ม และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่ทำให้สกินบูสเตอร์แตกต่างจาก ฟิลเลอร์ ทั่วไปคือเป้าหมายการรักษา ฟิลเลอร์มุ่งเน้นการเติมปริมาตรและปรับโครงสร้างใบหน้า เช่น เติมโหนกแก้มหรือปรับรูปขากรรไกร แต่สกินบูสเตอร์ออกแบบมาเพื่อบำรุงผิวในระดับลึก โดยไม่เปลี่ยนรูปทรงใบหน้า ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวที่ชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง และดูอ่อนเยาว์ขึ้นจากภายใน

ทำไมสกินบูสเตอร์ถึงได้รับความนิยมในปี 2026:

  • เน้น skin health — ผู้บริโภคสนใจสุขภาพผิวมากกว่าการปรับรูปหน้าเพียงอย่างเดียว
  • ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ — ผิวอิ่มฟูโดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างใบหน้า
  • ไม่มี downtime — กลับไปทำงานได้ทันที
  • สูตรใหม่ — Exosome, Polynucleotide (PDRN) และ Peptide เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

เปรียบเทียบยี่ห้อสกินบูสเตอร์ยอดนิยม 2026

Juvederm Volite — ผลลัพธ์ยาวนานที่สุด

Juvederm Volite คือสกินบูสเตอร์ตระกูล HA จาก Allergan (อเมริกา) ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการฟื้นฟูผิวในระดับลึก มีเทคโนโลยี VYCROSS ที่ทำให้ HA มีความหนืดต่ำแต่คงทนนานกว่า HA ทั่วไป

จุดเด่น: ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 6–9 เดือน ลด fine lines รอบดวงตาและริมฝีปากได้ชัดเจน

ข้อพิจารณา: ราคาสูงกว่าแบรนด์อื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ยาวนานและงบประมาณพร้อม

Restylane Skinbooster — ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาว

Restylane Skinbooster จาก Galderma (สวีเดน) เป็นสกินบูสเตอร์ที่มีประวัติการใช้งานทางคลินิกยาวนานที่สุด ผ่านการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางทั้งในยุโรปและเอเชีย

จุดเด่น: ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวครบถ้วน เหมาะกับผู้ที่ต้องการหัตถการที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน

ข้อพิจารณา: ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 4–6 เดือน อาจต้องฉีดบำรุงถี่กว่า Juvederm Volite เล็กน้อย

Exosome Skin Booster — นวัตกรรมแห่งปี 2026

Exosome คือถุงนาโนขนาดเล็กมาก (ประมาณ 30–150 นาโนเมตร) ที่หลั่งออกมาจากเซลล์ต้นกำเนิด มีสารส่งสัญญาณชีวโมเลกุลหลากหลายที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เร่งการซ่อมแซมผิว และลดการอักเสบ ไม่มีส่วนผสมของ HA จึงเหมาะกับผู้แพ้ HA

จุดเด่น: กระตุ้นการฟื้นฟูผิวในระดับเซลล์ ดีสำหรับผิวที่เสียหายจากแสงแดดหรือการอักเสบ

ข้อพิจารณา: ควรสอบถามแพทย์เกี่ยวกับแหล่งที่มา กระบวนการผลิต และสถานะการรับรองของผลิตภัณฑ์ที่ใช้โดยเฉพาะ


ตารางราคาสกินบูสเตอร์ 2026 จำแนกตามยี่ห้อ

ตารางด้านล่างเป็นราคาเฉลี่ยในคลินิกความงามและโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยสำหรับปี 2026 ราคาจริงอาจแตกต่างกันตามสถานที่ ประสบการณ์ของแพทย์ และโปรโมชั่นของคลินิก

ยี่ห้อ / ประเภทราคาเริ่มต้น (บาท/ซีซี)ราคาเฉลี่ย (บาท/ซีซี)ระยะผลลัพธ์
Juvederm Volite8,00010,000–12,0006–9 เดือน
Restylane Skinbooster6,0008,000–10,0004–6 เดือน
Teosyal Redensity I5,5007,000–9,0004–6 เดือน
Exosome Booster4,5006,000–8,0003–6 เดือน
PDRN / Polynucleotide3,5005,000–7,0003–4 เดือน

* ราคาเป็นค่าประมาณตลาดไทยปี 2026 ราคาจริงอาจแตกต่างตามคลินิก แพทย์ และโปรโมชั่น ควรสอบถามราคาเต็มจากคลินิกก่อนตัดสินใจ

ค่าใช้จ่ายตลอดโปรแกรม (ประมาณการ สำหรับโปรแกรม 3 ครั้ง / 2 ซีซีต่อเซสชัน):

  • Restylane Skinbooster: ประมาณ 48,000–60,000 บาท
  • Juvederm Volite: ประมาณ 48,000–72,000 บาท
  • Exosome Booster: ประมาณ 27,000–48,000 บาท

ต้องฉีดกี่ครั้ง และห่างกันนานแค่ไหน?

ระยะที่ 1: Loading Phase

ฉีด 3 ครั้ง ห่างกัน 3–4 สัปดาห์ ต่อครั้ง เพื่อสร้าง HA สะสมในชั้นผิว ให้เพียงพอก่อนที่จะเห็นผลลัพธ์สูงสุด

ระยะที่ 2: Maintenance Phase

หลังครบโปรแกรมเริ่มต้น ฉีดบำรุง 1 ครั้ง ทุก 6 เดือน (Restylane, Exosome) หรือทุก 9 เดือน (Juvederm Volite)

ปริมาณที่ใช้ต่อครั้ง: โดยทั่วไปอยู่ที่ 1–4 ซีซีต่อเซสชัน ขึ้นกับพื้นที่ที่ต้องการรักษาและความต้องการของผู้รับการรักษา ผิวหน้าโดยทั่วไปใช้ 2–3 ซีซีต่อครั้ง


ใครเหมาะกับการฉีดสกินบูสเตอร์บ้าง?

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

  • ผู้มีผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีเครื่องปรับอากาศ
  • ผู้มีริ้วรอยละเอียด (fine lines) บริเวณรอบดวงตา ริมฝีปาก และหน้าผาก
  • ผู้ที่ผิวหมองคล้ำ ขาดความกระจ่างใส
  • ผู้ที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ที่เริ่มสังเกตเห็นการสูญเสียความชุ่มชื้น
  • ผู้ต้องการดูแลผิวเชิงป้องกัน (preventive skincare)

กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

  • สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ HA หรือส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบบริเวณที่จะฉีด
  • ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านการอักเสบบางชนิด
  • ผู้ที่มีโรคภูมิแพ้ตัวเองหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง

คำแนะนำจากแพทย์ด้านความงาม: การประเมินสภาพผิวและประวัติสุขภาพก่อนรับการฉีดทุกครั้งถือเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ คลินิกที่ดีจะมีการซักประวัติและตรวจผิวหน้าโดยแพทย์ก่อนเสมอ


ผลข้างเคียงและระยะพักฟื้นหลังการฉีดสกินบูสเตอร์

การฉีดสกินบูสเตอร์เป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงเมื่ออยู่ในมือของแพทย์ที่มีประสบการณ์และได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย (หายใน 24–72 ชั่วโมง):

  • รอยแดงและบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
  • รอยช้ำ (bruising) เล็กน้อยที่อาจเห็นได้ใน 3–5 วัน
  • ความรู้สึกแน่นหรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
  • ตุ่มนูนเล็กน้อยใต้ผิวหนังชั่วคราว ยุบหายภายใน 1–2 สัปดาห์

การดูแลหลังฉีด:

  • ไม่มี downtime อย่างเป็นทางการ กลับไปทำงานได้ทันที
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและแสงแดดโดยตรงใน 24–48 ชั่วโมงแรก
  • หลีกเลี่ยงการนวดหน้าภายใน 1 สัปดาห์แรก
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงก่อนและหลังการฉีด
  • ทาครีมกันแดด SPF 30+ ทุกวัน

ผลข้างเคียงที่ควรแจ้งแพทย์ทันที: การติดเชื้อ มีไข้ หรือปวดอย่างรุนแรง ก้อนแข็งที่ไม่ยุบใน 2–3 สัปดาห์ หรือการเปลี่ยนสีผิวผิดปกติ


ผลลัพธ์จะเห็นเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์หลังฉีดสกินบูสเตอร์

ช่วงเวลาสิ่งที่คาดหวัง
24–72 ชั่วโมงผิวรู้สึกชุ่มชื้นและตึงขึ้น (HA เริ่มดูดซับน้ำ)
1–2 สัปดาห์รอยบวมและรอยแดงหายไป เริ่มเห็นผิวเนียนขึ้น
2–4 สัปดาห์ผิวกระจ่างใส มีความยืดหยุ่นดีขึ้นอย่างชัดเจน
หลังครบ 3 เซสชันผลลัพธ์สูงสุด ผิวอิ่มฟู ริ้วรอยละเอียดลดลง
6–9 เดือนผลลัพธ์ค่อยๆ จางลง ถึงเวลาฉีดบำรุงครั้งต่อไป

ปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์ยาวนานขึ้น ได้แก่ การทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ การดื่มน้ำเพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ และการหลีกเลี่ยงบุหรี่และมลภาวะ

สำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ด้านความกระจ่างใสมากขึ้น อาจพิจารณาทำ เลเซอร์หน้าขาว ควบคู่กับสกินบูสเตอร์ โดยควรเว้นระยะห่างระหว่างสองหัตถการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ตามคำแนะนำของแพทย์


สรุป: ก่อนตัดสินใจฉีดสกินบูสเตอร์ ราคา 2026

สกินบูสเตอร์เป็นหัตถการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับการบำรุงผิวในระดับลึก ราคาในปี 2026 อยู่ในช่วง 3,500–12,000 บาทต่อซีซี ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและสถานที่ ก่อนตัดสินใจควรคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้:

1

เลือกยี่ห้อที่เหมาะกับสภาพผิวและงบประมาณ

Juvederm Volite สำหรับผลลัพธ์ยาวนาน, Restylane สำหรับความปลอดภัยระยะยาวที่มีหลักฐานชัดเจน, Exosome สำหรับผู้ต้องการนวัตกรรมใหม่และแพ้ HA

2

เตรียมงบประมาณสำหรับโปรแกรมทั้งหมด

ไม่ใช่แค่ราคาต่อครั้ง โปรแกรมเริ่มต้น 3 เซสชันอาจใช้งบ 27,000–72,000 บาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ

3

เลือกคลินิกที่มีแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ด้านความงามที่มีใบอนุญาตถูกต้อง

ตรวจสอบใบอนุญาตสถานพยาบาลจาก สบส. และใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์

4

แจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อยู่แก่แพทย์ทุกครั้ง

โดยเฉพาะประวัติแพ้ยา ยาละลายลิ่มเลือด และโรคประจำตัว เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมได้อย่างถูกต้อง


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สกินบูสเตอร์กับฟิลเลอร์ต่างกันอย่างไร?

สกินบูสเตอร์ออกแบบมาเพื่อบำรุงผิวในชั้น dermis โดยเฉพาะ ให้ผลลัพธ์ด้านความชุ่มชื้นและความกระจ่างใสโดยไม่เปลี่ยนรูปทรงใบหน้า ฟิลเลอร์มุ่งเน้นการเติมปริมาตรในจุดเฉพาะ เช่น โหนกแก้ม ริมฝีปาก หรือร่องจมูก ทั้งสองอย่างใช้ Hyaluronic Acid แต่ความเข้มข้นและการใช้งานต่างกัน

สกินบูสเตอร์เจ็บไหม?

ส่วนใหญ่ไม่เจ็บมาก เพราะคลินิกจะทายาชาชนิดครีม (topical anesthetic) บริเวณที่จะฉีดก่อนประมาณ 20–30 นาที เข็มที่ใช้มีขนาดเล็กมาก (30–32G) ความรู้สึกที่ได้รับมักเป็นเพียงแรงกดและความรู้สึกแปลกเล็กน้อย ไม่ถึงขั้นเจ็บรุนแรงสำหรับคนส่วนใหญ่

ฉีดสกินบูสเตอร์แล้วต้องดูแลผิวอย่างไร?

ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ทาครีมกันแดด SPF 30+ ทุกวัน หลีกเลี่ยงความร้อนสูง (ซาวน่า อบไอน้ำ) และการออกกำลังกายหนักใน 24–48 ชั่วโมงแรก หลีกเลี่ยงการนวดหน้าและเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมระคายเคืองผิวใน 1 สัปดาห์แรก

สกินบูสเตอร์เหมาะกับอายุเท่าไหร่?

ไม่มีข้อจำกัดอายุอย่างเป็นทางการ แต่แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำสำหรับผู้ที่อายุ 25 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มผลิต Hyaluronic Acid ได้น้อยลงตามธรรมชาติ ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีอาจได้รับประโยชน์มากกว่าเนื่องจากผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นมากขึ้น

สกินบูสเตอร์กับเลเซอร์หน้าขาวทำร่วมกันได้ไหม?

โดยทั่วไปสามารถทำร่วมกันได้ แต่ควรเว้นระยะห่างระหว่างสองหัตถการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวฟื้นตัวและดูดซับ Hyaluronic Acid ได้เต็มที่ก่อน แพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับสภาพผิวของคุณโดยเฉพาะ

สกินบูสเตอร์ ราคา 2026 คุ้มค่าไหม?

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและงบประมาณของแต่ละบุคคล สำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เห็นชัดและยาวนานกว่าครีมบำรุงผิวทั่วไป สกินบูสเตอร์มักเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว เนื่องจากสารที่ฉีดเข้าถึงชั้นผิวโดยตรงซึ่งครีมทาไม่สามารถทำได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าหัตถการนี้ตอบโจทย์ความต้องการและสภาพผิวของคุณหรือไม่

ค้นหาคลินิกสกินบูสเตอร์ที่ใช่สำหรับคุณ

ที่ Clinicintrend คุณสามารถค้นหาและเปรียบเทียบคลินิกเสริมความงามชั้นนำทั่วประเทศไทย พร้อมข้อมูลราคาที่อัปเดต รีวิวจากผู้ใช้จริง และโปรโมชั่นล่าสุด

ค้นหาคลินิกสกินบูสเตอร์ →

บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์การให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงก่อนตัดสินใจเข้ารับหัตถการทุกกรณี ราคาที่ระบุเป็นข้อมูลโดยประมาณ ณ ปี 2026 ขึ้นอยู่กับคลินิก แพทย์ และโปรแกรมที่เลือก

วันที่เผยแพร่: มิถุนายน 2569 (2026) | กำหนดทบทวนเนื้อหา: มกราคม 2570 (2027)